
ปี พ.ศ.2552 ขณะนั้นผมเรียนอยู่ชั้นปีที่1 ได้มีโอกาสได้ไปเข้าค่ายธรรมจาริก ครั้งนี้จัดขึ้นที่วัดอัตตมโน เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับวัดนี้อย่างจริงจัง ความรู้สึกแรกที่เข้ามาก็รู้ทันทีว่า นี่แหละที่เราอยากจะมา คือผมเป็นคนชอบผจญภัย บุกป่าฝ่าดง เดินป่าเดินเขา พอได้มาเห็นบรรยากาศที่นี่ก็เลยชอบ อีกทั้งบรรยากาศก็ร่มรื่น น่าอยู่ มองไปทางด้านซ้ายจะเห็นหอพระธรรม ซึ่งเก็บรวบรวมหนังสือธรรมะไว้ให้ผู้สนใจได้เข้าไปศึกษา และจะมีตู้ข้างๆที่มีโครงกระดูกคนอยู่ข้างใน แต่ไม่น่ากลัวหรอกนะครับ ถัดไปที่เห็นศาลาใหญ่ๆ นั่นคือศาลาของวัด ซึ่งมีศาลาเดียวเท่านั้น เป็นที่ปฎิบัติพิธีกรรมทางศาสนาทั้งหมด แต่สิ่งที่สะดุดตาผมคือ ภายในศาลาจะมีพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานแค่องค์เดียวเท่านั้น ซึ่งผมมองดูก็รู้สึกว่าเรียบง่าย ไม่วุ่นวายดี และเราก็คิดไปว่าก็นี่วัดป่า ทุกอย่างจะต้องเป็นไปด้วยความเรียบง่ายอยู่แล้ว และอีกอย่างวัดแห่งนี้จะไม่มีไฟฟ้าให้ได้เห็นวัดอื่นๆ จะมีก็แค่ศาลาใหญ่กับโรงครัวเท่านั้น
ที่พักของผม ผมจะต้องเดินขึ้นเขาเพื่อไปพักข้างบน ระยะทางที่เดินไปก็ไม่ไกลมากเท่าไร แต่รู้สึกว่ามันชันเลยทำให้เหนื่อยหอบได้เหมือนกัน พอไปถึงที่พักข้างบน ลักษณะจะเป็นป่า ต้นไม้เยอะมาก พื้นเป็นหิน มีศาลาหลังเล็กๆอยู่หลังหนึ่ง ซึ่งจะเป็นที่พักของพวกเรา แต่หากใครอยากที่จะปลีกวิเวก ก็สามารถที่จะไปสำรวจหาพื้นที่ที่จะใช้เป็นพี่พักของตนเองได้ ซึงส่วนมากจะเป็นตามเงื้อมผาหิน ตอนแรกผมเองก็อยากที่จะทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่คิดไปคิดว่ารอให้ถึงวันใกล้ๆสุดท้ายแล้วกัน อย่าเพิ่งอวดเก่งเลย การตัดสินใจครั้งนี้ของผมถือว่าถูกต้องแล้ว เพราะบรรยากาศตอนค่ำนั้น มันน่ากลัวเหลือเกิน อากาศเย็น เงียบ แม้แต่เสียงลมหายใจตนเองก็ได้ยินดัง เสียงมันเงียบซะจนหูอื้อ ตอนนี้หัวใจมันรู้สึกหว้าเหว่เหลือเกิน หรือไม่รู้ว่าผมคิดไปเองไม่รู้ อาจจะยังไม่ชินก็เป็นไปได้
สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยเมืออยู่บนเขาคือ ไฟฉายหรือเทียน กลดไว้ใช้กางนอน เมือถึงกลางคืน หลังจากที่ได้รับคำชี้แจงจากรุ่นพี่และพระเพื่อให้มีความเข้าใจในข้อปฎิบัติที่ตรงกันแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องนอน เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้นอนในกลดที่ผมเป็นผู้กางเอง หลังจากกางกลดเสร็จ ผมก็ไหว้พระสวดมนต์ ดับเทียนเตรียมที่จะนอน บอกก่อนว่ากลดแต่ละกลดนั้นห่างกันประมาณ 5 เมตรซึ่งถือว่าไม่มาก แต่พอทุกคนดับเทียนแล้ว มันมืดมาก มองไม่เห็นกันเลย เสมือนว่าเรากำลังนอนอยู่บนเขาแต่เพียงผู้เดียว บรรยากาศก็แสนจะเงียบ คืนนี้ไม่มีลมแม้สักนิดเดียวเลย พยายามข่มตาให้หลับ รู้สึกว่าคืนแรกตัวเองนอนหลับก็จริงแต่มันรู้สึกว่านอนหลับไม่สนิท พอรุ่งเช้าผมคิดว่าเป็นคนเดียวแต่พอถามเพื่อน ก็เป็นในทำนองเดียวกัน ผ่านไปหนึ่งวัน
รุ่งเช้าเราจะต้องช่วยกันทำความสะอาดวัด เช่น ปัดตาด รดน้ำต้นไม้ พอเสร็จจากภาระกิจก็จะเป็นการกินข้าวเช้า ลักษณะของการกินข้าวที่นี่เป็นสิ่งที่ประทับใจผมมาก เพราะ
